ARTICLE
การมาเยี่ยมชมจะได้อะไรบ้าง

 

ผู้มาเยี่ยมชมไร่ชาธรรมชาติดอยช้างจะได้สัมผัสกับอะไรบ้าง  

 

 ที่จอดรถ

  - รถโดยสารขนาดใหญ่ 3 คัน

 

 

   การต้อนรับ

 - เปิดเพลงต้อนรับ จากเครื่องเสียงที่มีอยู่

 - พนักงานต้อนรับออกไปรับแขกผู้มาเยือน จากที่จอดรถ แล้วนำเข้ามาทางด้านหน้าของโรงงาน

 - พาแขกไปที่ต้นชาและอ่างสีแดง เพื่อเล่าประวัติการพบชาครั้งแรกในโลกนี้ กล่าวคือ เมื่อประมาณ 4700 ปีที่แล้วมานี้ มีจักรพรรดิจีนองค์หนึ่งชื่อ จักรพรรดิ CHEN NUNG  ได้เสด็จออกป่าพนาไพรแล้วทรงต้มน้ำร้อนดื่มเสวยในป่า เผอิญมีใบไม้แห้งตกลงมาในอ่างต้มน้ำเมื่อเสวยน้ำดื่มแล้ว ทรงมีความชุ่มชื่นและชุ่มคออย่างอัศจรรย์พระทัย ชาจึงถูกพบครั้งแรกในโลกโดยบังเอิญ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

 

 

 

      

 

 

 

 

 อธิบายการผลิตชา

 - นำแขกเข้ามาในโรงงานบริษัท  อธิบายการผลิตชาด้วย VDO 

 - การตากชา เมื่อใบชาสดถูกชั่งน้ำหนักแล้ว จะถูกนำมาตากแดดในลานตากชาของบริษัทหลังคาจะคลุม    ไม่ให้ใบชาเปียกฝน ในกรณีที่มีฝนตกลงมาตอนตากชา การตากชาจะตากบนผ้าใบรองรับอยู่ด้านล่าง        การตากชาจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วแต่ความเข้มของแสงแดด

 - หลังจากนั้นจะนำมาผึ่งในร่มอีก 10 นาที เพื่อคลายความร้อนจากแสงอาทิตย์

 - จากนั้นก็นำมาผึ่งไว้ในกระด้งไม้ไผ่ ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น

 - ขั้นตอนนี้ มีความสำคัญมากที่จะให้ ใบชาได้รับการตากในร่มอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การตากในร่มนี้    จะกินเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (การควบคุมอุณหภูมิกับความชื้นของอากาศใช้เครื่องปรับอากาศในการ        ควบคุม)

 - แล้วจึงจะนำใบชาไปไล่กลิ่นอีกประมาณ 20-25 นาที เพื่อที่จะทำให้ใบชาได้รับออกซิเจน บ่มอย่าง          ละเอียดอ่อนและต่อเนื่อง

 - ใบชาที่ถูกไล่กลิ่นแล้ว จะถูกนำมาตากในร่มอีกประมาณ 3 ชั่วโมง

 - ก่อนที่จะนำไปคั่ว นวด และคลี่ใบต่อไป  (การควบคุมอุณหภูมิกับความชื้นของอากาศใช้เครื่องปรับ          อากาศในการควบคุม)
   

ขบวนการผลิตชาใบขั้นตอนสุดท้ายนั้น หลังจากใบถูกคลี่แล้วก็จะถูกนำไปอบแห้งในเครื่องอบสีเขียวเป็นขั้นสุดท้าย ซึ่งจะกินเวลาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเวลาประมาณ 21 ชั่วโมง
 

 

  

 

 

 ชมโรงงาน

  - โรงงานสร้างขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2547 มีเครื่องมือผลิตชาแห้งได้ปีละ 8-10 ตัน หรือวันละ 50-150 กก. เทคโนโลยีทั้งหมดที่ทันสมัยมาจากไต้หวัน และได้นำมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเราที่นี่ 

  

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 - ลานตากชานี้ เป็นลานตากชาได้ทุกลักษณะอากาศ แม้นกระทั่งฝนตก (มีหลังคาคลุมไม่ให้ชาเปียก) และถ้าแดดจัดมากหลังคานี้ก็จะกรองแสงแดดให้ใบชานั้นได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์อย่างเหมาะสม ลานตากนี้สามารถตากใบชาสดได้วันละ 600 กก.

 

  พาชมสวนชาธรรมชาติ

 - เดินจากลานตากชา ลงไปทางไร่หลังโรงคั่ว และควรมองไปทางด้านซ้าย (ข้ามต้นตะไคร้หอมไปไร่ฝั่งเบอร์ 12 ด้วย) สวนชานี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร ควรเน้นว่าการปลูกชาของบริษัท เน้นวิธีการ ปลูกอย่างธรรมชาติอย่างแท้จริง ปราศจากการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีใด ๆ ทั้งสิ้น การใช้ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตเอง ด้วยกรรมวิธีของทางบริษัทเอง โดยการนำต้นถั่วลิสงและฝักถั่วสดตามธรรมชาติมาบดละเอียด และหมักโดยวิธีธรรมชาติ การใส่ปุ๋ยถั่วเพราะ เพื่อเพิ่มโปรตีน ไขมัน ไนโตรเจนและคอโรฟิล (โรงปุ๋ยชีวภาพอย่างแท้จริงอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวน )  ส่วนการไล่แมลงนั้นก็ใช้น้ำยาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการขับไล่แมลง พร้อมดักจับแมลงด้วยมือแล้วนำไปทำลาย อีกทั้งยังส่งเสริมให้นกประมาณ 30 ชนิด มาอาศัยอยู่ในบริเวณไร่ชานี้ เพื่อช่วยกำจัดแมลงโดยธรรมชาติ(นกจะกินแมลงเป็นอาหารหลัก) และถ้าใครยิงนกในหมู่บ้านนี้จะถูกปรับตัวละ 2,000 บาท โดยทางหมู่บ้านเป็นผู้ออกกฎ ข้อบังคับ เป็นเวลา 9 ปีมาแล้ว การให้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงนั้นจะทำให้คนที่ดื่มชาเข้าไปนั้นมีสารเคมีตกค้างสะสมในร่างกาย แต่ชาของเราขอกรันตีว่าเราไม่มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงแน่นอน

  - ต้นตะไคร้หอมที่ปลูกไว้นี้เพื่อเป็นการไล่แมลงโดยธรรมชาติไปในตัวด้วย ไร่ชาของเราในบริเวณนี้มีเพียงประมาณ 25 ไร่ และฝั่งตรงข้ามถนนอีก 25 ไร่ เราจะสามารถผลิตชาแห้งได้ 8-10 ตัน ต่อปีในอนาคตอันใกล้นี้

- ชาจะมีคุณภาพดีเหมือนกันได้จะต้องมีไร่ชาที่มีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน กล่าวคือ
พื้นที่ปลูกมีฝนตกชุกในฤดูฝน ความชื้นสูง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลใกล้เคียงกัน มีอุณหภูมิเฉลี่ย + 25 ˚C  คุณภาพน้ำที่ใช้ในการรดต้นชามีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือน้ำที่มาจากภูเขาหรือลำธาร ไม่ควรเอาน้ำจากบ่อเพราะจะมีกลิ่นดินติดมาด้วย  และมีลักษณะดินที่มีแร่ธาตุใกล้เคียงกัน มีการดูแลบำรุงลักษณะไร่ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ชาจึงจะมีคุณภาพใกล้เคียงกันได้

   

 

 

 

ชมพิพิธภัณฑ์กาชาและรูปภาพโดยจิตกรรมล้านนา

 

 - แขกผู้มาเยือนจะได้เที่ยวชมกับพิพิธภัณฑ์กาชา ที่รวบรวมกาชาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นของไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ,กาชาจากทวีปยุโรป , จากเมืองจีน , และกาชาที่ผลิตในประเทศไทย

 

- รวมทั้งยังได้ชมจิตกรรมภาพวาดโดยศิลปินล้านนา ที่หาชมได้ยาก
  

  

 

 

- ก่อนที่จะชงชาจะต้องพูดถึงคุณภาพของน้ำที่จะใช้ชงชาก่อน คือ คุณภาพน้ำที่ใช้ชงชา เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ชามีกลิ่นหอม และรสชาติดี น้ำฝนหรือน้ำพุ จากภูเขาเป็นน้ำที่ดีที่สุดในการชงชา เพราะจะไม่มีคลอรีนหรือหินปูนเจือปนอยู่

- อุณหภูมิน้ำร้อนที่ใช้ชงชาควรอยู่ประมาณ + 90˚c

- เทน้ำร้อนล้างกาชาก่อน 1 ครั้ง เทน้ำทิ้งให้หมดกาแล้วจึงใส่ใบชาลงไป 1/3 ของกาชา (ไอน้ำที่ยังเหลืออยู่ในกาชาจะค่อย ๆ ปลุกใบชาให้ตื่นจากภวังค์ ทีละน้อยอันจะทำให้มีกลิ่นหอมขับออกจากใบชา)

- อีก 2-3 นาที ต่อมาเทน้ำร้อนลงในกาชา น้ำร้อนจะทำให้ใบชาตื่นจากภวังค์อย่างเต็มที่

- เทน้ำร้อนให้เต็มกาชาแล้วทิ้งไว้ประมาณ 4 นาที จึงรินน้ำชาออกมาเก็บไว้ในเหยือกแก้วต่างหาก ควรรินน้ำให้หมดกา (ชาจะมีรสขม ถ้าทิ้งน้ำชงชาไว้ในกาชาเกินกว่า 4 นาที)

- รินชาจากเหยือกแก้วลงในถ้วยดื่ม ควรรินโดยยกเหยือกสูงกว่าถ้วย 1 ฟุต เพื่อให้น้ำชาได้รับออกซิเจนก่อนดื่ม จะทำให้รสชาติดีขึ้น

- ยกถ้วยขึ้นดมกลิ่น – ตาสังเกตดูสีของน้ำชา – (สีทองสำหรับชาอูหลงแต่จะมีสีเขียวอ่อนถ้าเป็นชาเขียว)

- ชิมให้ชื่นใจ

- ผลิตภัณฑ์ของชาดอยช้าง จะมีอยู่หลากหลายชนิดเช่นแบบกระป๋องสำหรับนำไปเป็นของฝากเพราะดูน่ารัก กะทัดรัด เก็บง่าย มีปริมาณ 40 g.แบบเป็นถุงสีก็มีหลายสีให้เลือกตามใจชอบ ปริมาณ 80 g.แบบหีบห่อบรรจุกล่อง ปริมาณถุงละ 80 g. มีอยู่ 4 ถุงในกล่องแบบกล่องของขวัญ บรรจุ 2 ห่อ มีสติ๊กเกอร์ติดถุงให้แบบ Premium ดูเหมาะสำหรับทำเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่
 

   กำหนดระยะเวลาในการเยี่ยมชมไร่ชา ประมาณ  2 ชั่วโมง รวมรับประทานอาหารกลางวัน